‘อ้อม-พี่น้อง’ร่ำไห้สูญเสีย’อาเปี๊ยก’ ย้ำไม่ติดใจการรักษา

0 4

ถือเป็นข่าวที่ช็อกความรู้สึกคนไทยและวงการบันเทิงไม่น้อย หลังนักแสดงและผู้กำกับชื่อดัง อาเปี๊ยกพิศาล อัครเศรณี อายุ 73 ปี บิดาของนักแสดงชื่อดัง อ้อมพิยดา อัครเศรณี ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวาย เมื่อเวลา 02.30 น. ของวันที่ 4 ธ.ค. ถือเป็นการปิดตำนานพระเอกตบจูบ ท่ามกลางความเศร้าเสียใจและอาลัยของครอบครัว เพื่อนพ้อง ลูกศิษย์และแฟนคลับอย่างมาก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด ที่ศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ได้มีพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมศพอาเปี๊ยก อ้อม-พิยดา พร้อมด้วยพี่น้อง ได้แก่ โอ-อัครพล , โอ๊ต-นนทพร และ อ๋อ-ศิรดา ได้เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าว

อ้อม เผยว่า “จริงๆคุณหมอมาตอนที่อาการคุณพ่อค่อนข้างเหมือนอาการเบื้องต้นของคนที่เป็นโรคหัวใจวาย ก็จะมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหลัง ซึ่งก็เป็นอาการของคนที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว พอมาตอนที่หัวใจช็อกไปคุณหมอมาก็ช่วยปั้มหัวใจ ปั้มอยู่นานมาก ซึ่งตามหลักการแพทย์ถ้าปั้มหัวใจครึ่งชั่วโมงก็เหมือนรอปาฏิหาริย์ ก็ปั้มหัวใจคุณพ่ออยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ไม่มีสัญญาณชีพ อย่างตอนที่พาคุณพ่อส่งโรงพยาบาลท่านก็ไม่ได้พูดอะไร มันไม่ทันตั้งตัวมันเร็วมากและอาการเบื้องต้นมันแค่เจ็บหลัง เราไม่ได้อะไร สุดท้ายก็เลยพูดกับพี่ชายว่าโอพ่อหายใจไม่ออกใช่ไหมแล้วท่านก็ไปเลย ส่วนเรื่องการรักษาที่ไม่ถูกวิธีก็ไม่น่าจะเกี่ยวกัน ก็คงจะเป็นการรักษาทางการแพทย์ปกติ แต่การสั่งงานอาจจะมีขลุกขลักบ้างตามระบบเพราะมันดึกแล้ว เราไปถึงประมาณสี่ทุ่มกว่าๆจะห้าทุ่ม ทางการแพทย์ก็ช่วยเราอย่างเต็มที่”

“ส่วนเรื่องที่คุณหนุ่ม-กรรชัย พูดว่าถ้าเป็นคุณหมอโรคหัวใจจริงๆจะรู้ว่าอาการป่วยนี้เป็นโรคหัวใจนั้น จริงๆเราอาจจะไปเข้าโรงพยาบาลอีกโรงพยาบาลนึง ซึ่งอาจจะยังไม่ทราบสาเหตุขนาดนั้น พอรู้แล้วก็ย้ายโรงพยาบาลมาคือผู้ช่วยคุณพ่อโทรไปปรึกษากับคุณหมอเจ้าของไข้ พอรู้เรื่องปุ๊บก็เลยย้าย ซึ่งคุณหมอที่ทำบอลลูนคุณพ่อไปจีนเลยโทรไปที่ ผอ.เก่าของโรงพยาบาลก็เลยให้ย้ายมาที่นี่ดีกว่า ถามว่าถ้าเราเจอหมอถูกโรคจะไม่เป็นแบบนี้ไหม อ้อมมองว่ามันเป็นวาระเวลาของคุณพ่อมากกว่า เราสูญเสียคุณพ่อเราก็อยากมองในแง่ดีเรียกว่าพ่อไปสบายที่สุดเลยเพราะว่าไม่ได้เจ็บไม่ได้ปวด เหมือนเบลอๆแล้วบอกว่าพ่อหายใจไม่ถนัดนะแล้วก็ไปเลยแป๊บเดียว อ้อมเองก็ไปไม่ทันท่าน ตอนอ้อมไปเขาปั้มหัวใจแล้ว ซึ่งคุณหมอก็บอกว่าหลอดเลือดมันตีบฉับพลัน ก็เลยไม่จ่ายเลือดเข้าไปที่หัวใจ ซึ่งพ่อมีปัญหาด้านหัวใจอยู่แล้ว ก็เลยเป็นเอฟเฟ็กซ์ของพ่อบวกกับการกินอาหารที่ถูกใจ แต่ไม่ถูกกับร่างกาย”

โอ เผยว่า เรื่องการรักษาเราก็ไม่ได้ติดใจอะไร เรารู้แล้วว่าเขาทำเต็มที่ คงไม่มีใครไม่หวังดี ทุกคนหวังดีกันหมดไม่ว่าจะใครก็ตาม แต่ด้วยความที่ฉุกละหุกอาจจะถูกบ้างผิดบ้างก็อาจจะทำให้เกิดอะไรขึ้น แต่ก็เชื่อว่าทุกคนทำด้วยความหวังดี ก็ถือเป็นเรื่องกะทันหันของครอบครัว ก่อนที่ท่านจะเสียก็มองหน้าแล้วบอกว่าหายใจไม่ออก ช่วยพ่อหน่อยแล้วก็ไปเลย นี่เป็นประโยคสุดท้ายที่พ่อพูด ซึ่งคุณพ่อก็ห่วงลูกทุกคนแหละและก็บอกว่าตอนนี้ลูกๆทุกคนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว เขาก็สบายใจประมาณนึง อย่างคุณพ่อสอนให้เราอดทน ตรงต่อเวลา ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียคือถ้าเขาไม่เจ็บจริงๆเขาจะไม่บอกไม่ปริปาก อย่างเรื่องไปโรงพยาบาลก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่”

ด้าน โอ๊ต เผยว่า “เหตุการณ์ตอนนั้นจริงๆเราก็มีการเรียกรถพยาบาลมารับคุณพ่อที่บ้าน จากนั้นเราก็ไปโรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอก็ให้ยาแก้ปวดเบื้องต้นและให้รอดูอาการ ซึ่งเราก็ได้มีการติดต่อไปทางคุณหมอที่ทำบอลลูนให้คุณพ่อก็เลยย้ายท่านไปที่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง แต่อาการท่านก็ไม่ดีขึ้นแล้วท่านก็ไปอย่างสงบ จริงๆคุณพ่อมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งท่านเป็นอยู่เส้นครึ่ง คุณพ่อก็ทำบอลลูนไปแล้ว 1 เส้นเหลืออีกครึ่งเส้น ซึ่งคุณหมอบอกว่าไม่ต้องทำบอลลูนก็ได้ทานยาเอาอย่างต่อเนื่องและคุมอาหาร แต่ท่านก็อาจจะมีกินนั่นกินนี่บ้าง สำหรับคุณพ่อท่านสอนว่าใครดีกับเราก็ให้ดีด้วย ไม่เกี่ยวกับฐานะ(น้ำตาไหล)”

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @aomphiyada
 

ที่มา : : https://www.dailynews.co.th/entertainment/680824

loading...

แสดงความคิดเห็น
โหลด...