สรุปผลตรวจคลินิกทำหญิง 72 ดับ คาเตียง ชี้ ไม่ได้ขออนุญาตประกอบกิจการ!

0 4

สรุปผลตรวจคลินิกทำหญิง 72 ดับ คาเตียง ชี้ ไม่ได้ขออนุญาตประกอบกิจการ!

จากกรณีหญิงวัย 72 ปี เสียชีวิตจากการรักษาด้วยการร้อยไหมบริเวณใบหน้า ณ คลินิกแห่งหนึ่ง เเขวงพลับ เขตวังทองหลาง เบื้องต้นทราบว่าผู้ตายมารักษาด้วยการ ร้อยไหมบริเวณใบหน้า จากนั้นแพทย์ฉีดยาชา เพื่อรักษา ปรากฏว่าผู้ตายแพ้ยาและเสียชีวิตในคลินิก

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีหญิงวัย 72 ปี เข้ารับบริการเสริมความงามโดยวิธีร้อยไหม กับคลินิกเสริมความงามย่านวังทองหลาง และเสียชีวิตในคลินิกดังกล่าว ว่า สบส.ได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สพรศ.) และกองกฎหมาย ตรวจสอบคลินิกดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในเขตวังทองหลาง

โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ฯพบว่าคลินิกดังกล่าว ไม่ได้ขออนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลจาก สบส. จึงเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐานเปิดสถานพยาบาลโดยมิได้รับอนุญาต มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนแพทย์ผู้ให้บริการนั้นจะส่งเรื่องให้แพทยสภาดำเนินการ

นพ.ธงชัย กล่าวอีกว่า ขอเน้นย้ำให้ประชาชนทุกคนพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนรับบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรักษาโรคทั่วไปหรือเสริมความงามจะต้องรับบริการจากสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ห้ามรับบริการในร้านเสริมสวย, คอนโดมิเนียม หรือเรียกหมอกระเป๋ามาให้บริการถึงที่พัก เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อร่างกาย และชีวิตของผู้รับบริการเป็นอย่างมาก

ทั้งจากผู้ให้บริการที่อาจจะเป็นหมอเถื่อน หรือจากสารเสริมความงามที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และอาจเกิดการติดเชื้อจากเครื่องมือไม่สะอาด และหากสารที่ฉีดรั่วไหลเข้าไปในกระแสเลือด หรือผู้รับบริการมีอาการแพ้อย่างรุนแรงก็อาจจะเสียชีวิตได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าคลินิกดังกล่าวถือว่าเป็นคลินิกเถื่อน หรือเคยขออนุญาตมาก่อน นพ.ธงชัย กล่าวว่า เดิมเจ้าของ ซึ่งเป็นแพทย์เคยขออนุญาตคลินิก แต่คนละแห่ง อยู่ใกล้ๆกัน แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยู่ในคอนโดมิเนียม ซึ่งไม่ใช่คลินิก เข้าข่ายเป็นการกระทำของคลินิกที่ไม่ได้รับอนุญาตจึงมีความผิด ส่วนที่ว่าจะผิดมาตรฐานวิชาชีพแพทย์ หรือเป็นแพทย์จริงหรือไม่อย่างไร จะเป็นหน้าที่ของทางแพทยสภา ซึ่งจะส่งเรื่องให้ตรวจสอบต่อไป

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการ สพรศ. กล่าวว่า ก่อนตัดสินใจรับบริการจากสถานพยาบาล ขอให้ประชาชนตรวจสอบหลักฐานสำคัญ 4 ประการ ซึ่งประกอบด้วย 1.ป้ายชื่อคลินิกต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก 2.มีการแสดงใบอนุญาตเปิดกิจการคลินิก 3.มีการแสดงหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมคลินิกที่เป็นปีปัจจุบัน 4.มีการแสดงหลักฐานของแพทย์ที่ให้บริการในคลินิก

ทั้งชื่อ-นามสกุล และภาพถ่ายติดที่หน้าห้องตรวจ และเพื่อความมั่นใจให้ตรวจสอบชื่อคลินิกที่เว็บไซต์สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรม สบส. (www.mrd-hss.moph.go.th) และตรวจสอบชื่อแพทย์ที่เว็บไซต์แพทยสภา (www.tmc.or.th) หากไม่พบรายชื่อหรือหลักฐานไม่ครบถ้วนไม่ควรรับบริการโดยเด็ดขาด หากอยู่ในเขตกรุงเทพฯให้แจ้งได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน กรม สบส.ทางหมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18618 ในวันและเวลาราชการ แต่หากอยู่ในส่วนภูมิภาคสามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวได้ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบชื่อบุคคลดังกล่าวว่าเป็นแพทย์ แต่มีนามสกุลนี้ขึ้น จึงต้องขอตรวจสอบก่อนว่า มีการเปลี่ยนชื่อหรือไม่ หากมีและพบว่าเป็นแพทย์จริง ก็ต้องตรวจสอบต่อว่า มีการดำเนินการตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่อย่างไร หากมีมูลก็ต้องทำตามขั้นตอนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการด้านจริยธรรม แต่หากตรวจสอบแล้วไม่ใช่แพทย์ก็จะเป็นเรื่องของคดี

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แพทยสภามีความเป็นห่วงมาก เพราะการให้บริการเสริมความงามตามคลินิกเสริมความงามนั้นต้องได้รับมาตรฐาน ที่สำคัญต้องมีเครื่องมือในการช่วยชีวิตพร้อม ขณะนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ประสานขอความเห็นกับทางแพทยสภาในการปรับเกณฑ์หัตถการที่มีความปลอดภัย ต้องมีเครื่องมือช่วยชีวิตอะไรบ้าง ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญมาก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_1680165

แสดงความคิดเห็น
โหลด...