ศาลเลือกตั้งเตรียมพร้อม รับคดีศึกกาบัตร ‘ส.ส.’ (ชมคลิป)

0 13

หมายเหตุ – นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้บริหารงานสูงสุดสายธุรการของศาลยุติธรรม เล่าที่มาของศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้งเเละตอบคำถามถึง การเตรียมความพร้อมของศาลฎีกาในการรับมือการเลือกตั้งที่มีส่วนสำคัญ ในการชี้ชะตาประเทศที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้

ช่วงต้นปีพุทธศักราช 2562 รัฐบาล คสช.ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งใหญ่ โดยจัดให้มีการลงคะเเนนเสียงเลือกตั้ง ส.ว. 250 เสียงเเละ ส.ส. 500 เสียง รวมเป็น 750 เสียง เพื่อกำหนดบุคคลขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเเละรัฐบาล

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เล่าถึงที่มาอำนาจของศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง และวิธีปฏิบัติ ดังนี้

ที่มาแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาว่าได้มีการจัดตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ต่อมารัฐธรรมนูญ 2560 ก็ยังกำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีเลือกตั้งระดับชาติ ส.ส.เเละ ส.ว.ส่วนการเมืองระดับท้องถิ่น พิจารณาโดยศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค จึงมีคำถามว่าทำไม ศาลยุติธรรมถึงได้รับความไว้วางใจให้พิจารณาคดีเลือกตั้งระดับประเทศ เเละท้องถิ่น ก็เพราะว่าศาลยุติธรรมมีประสบการณ์การพิจารณาคดีมาอย่างยาวนาน ประกอบกับมีที่ตั้งอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะศาลชั้นต้นมีกว่า 200 ศาลทั่วประเทศ บางแห่งในพื้นที่ห่างไกล ก็มีที่ตั้งอยู่ในที่ศาลอยู่ในอำเภอด้วย เช่น ศาลจังหวัดเบตง ศาลจังหวัดฝาง ศาลจังหวัดแม่สะเรียง

การเลือกตั้ง ส.ว.นั้น พ.ร.ป.ว่าด้วยการมาซึ่ง ส.ว.กำหนดให้ศาลฎีกาสามารถออกระเบียบที่ประชุมใหญ่ได้ ที่ผ่านมาศาลฎีกาออกระเบียบที่ประชุมใหญ่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว.เเละมีผลใช้บังคับเเล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 เมื่อระเบียบมีการบังคับใช้ก็มีคดีเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.ขึ้นสู่การพิจารณา คดีที่เข้ามาตั้งแต่วันที่ 6-14 ธันวาคมที่ผ่านมา รวม 24 เรื่อง จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยสิทธิในการสมัครรับเลือกและการดำเนินการเลือกตั้ง ศาลฎีกามีคำสั่งไปแล้วทั้ง 24 เรื่อง มีคำสั่งให้รับสมัคร ผู้ร้อง และประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไป 15 เรื่อง ให้ยกคำร้อง 8 เรื่อง และจำหน่ายคดีออกจากสารระบบความ 1 เรื่อง

คดีส่วนใหญ่ของการเลือก ส.ว.ที่มาร้อง เนื่องจากถูก กกต.ตัดสิทธิ ไม่ให้มีสิทธิสมัคร ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคดีขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะ ส.ว.จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ ศาลฎีกาไต่สวนก็ให้ผู้ร้องนำหลักฐานมาแสดงและทำการตรวจสอบพยานหลักฐานเสร็จ แบ่งออกเป็น ประเภท คือ

ตรวจสอบแล้วเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจริง ก็ยกคำร้อง แต่ถ้าฟังแล้วผู้ร้องได้ลาออก และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ก็พิพากษาให้ชอบตามคำร้อง คือให้สิทธิผู้ร้องในการเป็นผู้รับสมัคร

อีกคดีหนึ่งคือเรื่องที่ผู้สมัครมายื่นสมัครเลยระยะเวลาไม่มาแสดงตนในระยะเวลาที่กำหนด หรือเลยเวลามาสายหรือไม่มาแสดงตน อันนี้ศาลฎีกายกคำร้องเพราะไม่มายื่นในเวลา

เรื่องการวินิจฉัย สิทธิการสมัคร ส.ว. ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาคดีให้เสร็จก่อนมีการเลือกตั้งตามกฎหมาย หรือหากมีคดีกะทันหัน ศาลฎีกาจะไต่สวนโดยรวดเร็ว เพราะว่าตามระเบียบที่ประชุมใหญ่กำหนดไว้ เช่น เหตุเกิดขึ้นที่แม่ฮ่องสอน ผู้ร้องก็สามารถยื่นศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เลย ไม่จำเป็นต้องมาศาลฎีกา

เมื่อศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนรับเรื่องแล้ว ก็จะส่งมาให้ศาลฎีกาพิจารณา ฉะนั้น ศาลจังหวัดก็จะทำแทน และส่งเรื่องมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ วิธีการพิจารณาของศาลฎีกานั้น ศาลฎีกาจะกำหนดว่าให้ศาลมีคำสั่งและพิพากษาให้เสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 วัน อันนี้คือระเบียบที่ประชุมใหญ่ข้อ 28 ฉะนั้น คำถามที่ว่าจะวินิจฉัยเสร็จทันไหม ในวันนี้ ตามขั้นตอนในการทำงานศาลยุติธรรมที่ปรับระบบใหม่ จะมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่เลือกตั้งไปแล้วก็ยังไม่ตัดสินคดี ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว

ที่ผ่านมาของ ส.ว.ยังไม่มีปัญหาเนื่องด้วยเป็นขั้นตอนการสมัครเท่านั้นเอง อีกทั้ง ส.ว. 200 คน เป็น กระบวนการเลือกกันเอง ฉะนั้น ประเด็นแรกต้องวินิจฉัยตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ก็คือ เรื่องสิทธิในการสมัคร และการเพิกถอนสิทธิผู้สมัครต่างๆ เท่านั้น ดูแล้วไม่น่าจะมีคดีที่เกิดขึ้นภายหลัง เพราะขั้นตอนต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงนี้ไปเเล้ว

ขณะนี้ทางศาลยุติธรรมยังเตรียมออกระเบียบที่ประชุมใหญ่เกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 ในการพิจารณาวินิจฉัยจะมีความยากขึ้นในเรื่องข้อเท็จจริง จะมีความจะซับซ้อนขึ้นมา ทั้งในรูปแบบการจ่ายเงินซื้อเสียง การให้ประโยชน์จะมีรูปแบบพัฒนาไปมาก เพราะเดี๋ยวนี้เขาไม่เอาเงินไปแจกกันให้เห็นๆ

รูปแบบในการจะให้ผลประโยชน์มาในรูปแบบหลากหลายมาก ส่วนเรื่องคดีภายหลังจะตามมานั้น ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เลยว่า ในช่วงเลือกตั้งช่วงประกาศผลเป็นหน้าที่ของ กกต. แต่ว่าหากพอประกาศผลไปเสร็จแล้ว ถ้าจะยังไปเพิกถอนสิทธิใครว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้งหรือกระทำการใดๆ ก็ตามจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้สั่งเพิกถอนสิทธิของผู้สมัครหรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้สมัคร เรื่องก็จะมายังศาลฎีกาตามระเบียบที่ประชุมใหญ่กำลังจะออกมาให้เห็นกัน

ตัวระเบียบที่ประชุมใหญ่เรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. เองก็จะมีขั้นตอนความซับซ้อนมากกว่าเรื่อง ส.ว. เพราะจะมีประเด็นเรื่องทุจริตในการเลือกตั้ง ส่วนจะมีปริมาณเรื่องร้องเข้ามามากน้อยแค่ไหน จะเห็นได้ว่าในอดีตที่ผ่านมาการเลือกตั้งหลายครั้งมีการแข่งขันกันสูง ฉะนั้น การซื้อสิทธิซื้อเสียง หรือว่าการกล่าวหาว่ามีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นมาตลอด เชื่อว่าหลังจากการเลือกตั้ง ถ้า กกต.พิจารณาเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจะมีการทุจริตในการเลือกตั้ง เขาก็มายื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

สำหรับการยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคดีเลือกตั้งนั้นที่ผ่านมา สำนักงานศาลเป็นคนยกร่างเสนอให้สามารถยื่นคำร้องได้ที่ศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ส่วนช่องทางการไต่สวนคดีนั้นจะมีหลายทาง คือ

1.ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนหาพยานแทน 2.ศาลฎีกาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ทำการไต่สวนในศาลที่มีพื้นที่ห่างไกล วันนี้อุปกรณ์ต่างๆ ทันสมัยขึ้น เราสามารถใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นช่องทาง ปัจจุบันมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่อง เราจะใช้วิธีการในการดำเนินการสะดวกรวดเร็วกับคู่ความและ

ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรวมทั้งการส่งสำเนาคำร้องต่างๆ ก็จะใช้ระบบทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทำได้ด้วย

ส่วนกรณีโต๊ะจีนของพรรคพลังประชารัฐ ตรงนี้คดีก็อาจจะเข้ามาหลังจากการเลือกตั้งเป็นได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูว่าถ้าหลังประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้วยังเป็นประเด็นที่มีการร้องไปยัง กกต. แล้วต่อมามีการจะขอให้เพิกถอนสิทธิ เพราะมีการเลือกตั้งโดยทุจริตหรือไม่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม กกต.ที่มีหน้าที่ในการพิจารณาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมพิจารณา เพราะในช่วงก่อนประกาศผลการเลือกตั้งถ้ามีหลักฐานชวนเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ตรงนี้ กกต.สามารถสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้

ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิดกฎหมาย ก็ให้อำนาจ กกต.สั่งระงับสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นไว้เป็นการชั่วคราวได้ และคำสั่งให้เป็นที่สุดด้วย การที่จะเพิกถอนคำสั่งของ กกต.ได้ ก็คือการมาร้องศาล หลังจากที่มีการประกาศผลไปแล้ว ศาลฎีกาเตรียมบุคลากร เตรียมทำงานไว้หมด จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาการทำงานของศาลฎีกาจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและก็ประกาศผลไป ระบบของศาลยุติธรรมเราต้องเป็นหลักประกันสิทธิของทั้งสองฝ่ายให้โอกาสในการนำพยานหลักฐานมาโต้แย้งกัน

ส่วนเลือกตั้งที่ผ่านมาพบอุปสรรคที่ทำให้การพิจารณาคดีเลือกตั้งมีปัญหานั้น ยังไม่มี เพราะด้วยประสบการณ์ของศาลฎีกาทำงานมาอย่างยาวนาน ตลอดชีวิตในการทำงานก็เห็นข้อเท็จจริงต่างๆ มีประสบการณ์เยอะในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

ฉะนั้น ศาลฎีกาก็วินิจฉัยและก็ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หน้าที่หลักในการพิจารณาคดีเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นก็ทำหน้าที่แทนบางเรื่อง เช่น ในการรับเรื่องในการส่งเรื่องมาให้ศาลฎีกา แต่ย้ำว่าหน้าที่พิจารณาคดีคือศาลฎีกา

กรณีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสามารถพิจารณาโทษคดีเลือกตั้งได้ในระดับใดนั้น ในคดีเลือกตั้งไม่ได้มีการพิจารณาโทษทางอาญา แต่ว่าผลที่ตามมาตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ถ้ามีการวินิจฉัยว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้งเกิดขึ้น คือ ผู้กระทำจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ถ้าศาลฎีกามีการสั่งเพิกถอนสิทธิของการเลือกตั้ง คนนั้นจะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 10 ปี ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ตรงนี้เเม้ไม่มีโทษทางอาญา เเต่ว่าหากการทุจริตนั้นเข้าข่ายความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องก็จะถูกดำเนินคดีอาญา เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เเยกออก

ไป หรือที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่ามีการเรียกค่าเสียหายจากการเลือกตั้ง จากการที่ผู้ลงสมัครไปโกงจนทำให้ผลคะแนน เปลี่ยนและศาลตัดสิทธิ จนเป็นเหตุให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งตรงนี้มีผลให้ต้องจ่ายค่าเลือกตั้งใหม่ด้วย

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะส่งผลต่อการยุบพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ตรงนี้อาจจะมีผลเกี่ยวพันกันว่าเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือมีการทุจริตที่ปรากฏเป็นคดีของศาลยุติธรรมด้วย

ศาลฎีกาเตรียมความพร้อมเลือกตั้งครั้งนี้ไว้แล้ว เนื่องจากว่าครั้งนี้ พ.ร.ป.เรื่องการเลือกตั้ง ส.ว.และ ส.ส.เปลี่ยนแปลงจากเดิม และเราออกระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาขึ้นมารองรับขั้นตอนวิธีการทำงานทั้งหมด

สำนักงานศาลยุติธรรมได้จัดให้มีการบรรยาย ในหัวข้อภาระหน้าที่ของศาลชั้นต้นในคดีเลือกตั้ง ส.ว.ไปแล้วเพื่อประโยชน์ในการที่ศาลชั้นต้นจะได้เตรียมความพร้อมในการรับคำร้องในการไต่สวนพยานหลักฐานและดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็น ตามที่กฎหมายและระเบียบที่ประชุมใหญ่ได้กำหนดไว้ ต่อไปพอเราออกระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเรื่องเลือกตั้ง ส.ส.ขึ้นมา หลังจากออกของ ส.ว.ไปแล้ว ก็จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องนี้เพิ่มอีก จะนำคนที่มีความรู้จากศาลฎีกาทั่วประเทศมาให้ความรู้ เพื่อให้ผู้พิพากษาได้รับรู้และมีความเข้าใจว่าจะต้องเตรียมงานยังไงบ้าง

นอกจากนี้ สำนักงานศาลก็จะต้องเตรียมจัดระบบต่างๆ และต้องเปิดทำการวันหยุดในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.เรื่องอัตรากำลังเรามีผู้พิพากษาทั่วประเทศ 4,771 คน มีการเตรียมความพร้อมเราไม่ได้ขาดแคลนอัตรากำลังในเรื่องนี้ เราจะจัดความเร่งด่วนสำคัญก่อนหลัง สิ่งเหล่านี้ทางสำนักงานศาลมีหน้าที่ดูแลและเตรียมความพร้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาคารสถานที่และงบประมาณและเรื่องอัตรากำลังทั้งหมด

เป้าหมายหลักในการพิจารณาของศาลยุติธรรมก็คือให้ความยุติธรรม โดยการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในคดีและให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วรวมถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายน้อย เนื่องจากเราไม่อยากให้เป็นภาระกับคนที่เกี่ยวข้อง เรามั่นใจในศักยภาพตรงนี้

.ud-video-wrapper{position:relative;padding-bottom:56.2%;height:0}.ud-video-wrapper .ud_content_iframe_custom{position:absolute;top:0;left:0;width:100%;height:100%}

ที่มา : https://www.matichon.co.th/local/crime/news_1305027

loading...

แสดงความคิดเห็น
โหลด...