ศาลปกครองพิพากษาให้ กกต. ชดใช้กว่า 2ล้านให้”ภุชงค์ นุตราวงศ์”อดีตเลขา กกต.กรณีเลิกจ้างและให้พ้นจากตำแหน่ง

0 6

เมื่อวันที่13 สิงหาคม ที่สำนักงานศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ บ.97/2559 หมายเลขแดงที่ บ. 230/2562ที่ นายภุชงค์ นุตราวงศ์ ยื่นฟ้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่1-2กรณีได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดี ระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2555 – 12 มีนาคม 2560 ซึ่งกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานทุกปีงบประมาณ (วันที่ 1ตุลาคม-30 กันยายน ของปีถัดไป) ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้มีประกาศ กกต. ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2558 เลิกจ้างผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต. โดยให้เหตุผลเลิกจ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีผลการประเมินการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งนายภุชงค์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ

Loading...

ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศ กกต. เรื่อง ให้เลขาธิการ กกต. พ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2558 และมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศ กกต. ดังกล่าว รวมทั้งให้สำนักงาน กกต.ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าจ้างและค่าตอบแทนที่ผู้ฟ้องคดีเคยได้รับ และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน7,060,380 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละละ 7.5ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยก่อนนี้ ศาลมีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาคำบังคับตามประกาศ กกต. เรื่อง ให้เลขาธิการ กกต. พ้นจากตำเเหน่ง

โดยศาลพิเคราะ์เเล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กกต. ชุดเดิม กำหนดแบบประเมิน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1เห็นชอบแล้ว ค่าคะแนน 70คะแนน ส่วนที่ 2การประเมินผลการดำเนินงาน ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือตามที่ผู้ว่าจ้างหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1มอบหมาย ค่าคะแนน 30 คะแนน รวม 100คะแนน ต่อมา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานเพิ่มเติมจำนวน 9 โครงการ / กิจกรรม และดำเนินการโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยกำหนดแบบประเมินเป็น 4 หัวข้อหลัก คือ

1.การดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ให้ความเห็นชอบแล้ว หรือตามข้อที่มีบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมคะแนนร้อยละ 30 โดยพิจารณาตามโครงการ/กิจกรรมตามแผนปฏิบัติงานปีงบประมาณพ.ศ. 2558จำนวน 10โครงการ/กิจกรรม2 การดำเนินงานตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามที่กำหนดในบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซึ่งรวมโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ค่าคะแนนร้อยละ 30   ข้อ3 การบริหารตามหลักธรรมาภิบาล โดยพิจารณาจากพฤติกรรมค่าคะแนนร้อยละ 20และ 4.งานท้าทาย เพื่อพัฒนาองค์กร ค่าคะแนนร้อยละ20 โดยศาลเห็นว่า แม้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง เป็นอำนาจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐแต่ข้อ 6.5ของสัญญาจ้างกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญานี้จะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน และทำความตกลงร่วมกันเป็นหนังสือระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับร่างบันทึกแก้ไขสัญญาจ้าง และสงวนสิทธิไม่ยอมรับการประเมิน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 25/2558เมื่อวันที่29 พฤษภาคม 2558ว่าให้ถือปฏิบัติตามสัญญาเดิมโดยเคร่งครัด และให้ผู้ฟ้องคดีรายงานผลการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 1และ2ในคราวเดียวกัน  จึงรับฟังได้ว่า ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างตามที่กำหนดในข้อ 6.5ของสัญญาจ้าง  ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานได้นำแบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินขึ้นใหม่ในสาระสำคัญแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิม และเป็นการเพิ่มเติมแบบการประเมินมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานผู้ฟ้องคดีปีงบประมาณ พ.ศ. 2558ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557มาแล้ว 6 เดือน จึงเป็นการประเมินการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง ข้อ 4.2

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อไปว่า คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี ในการประชุมครั้งที่ 21/2558 เห็นว่า การดำเนินงานตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่1ตามสัญญาข้อ 4.2 ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนตามแบบการประเมินผลร้อยละ 60ในส่วนนี้ผู้ฟ้องคดีผ่านการประเมินแต่เกณฑ์การประเมินด้านการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและงานท้าทายซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1เพิ่มขึ้นมาใหม่ และมีสัดส่วนคะแนนถึงร้อยละ 40โดยในส่วนของงานท้าทายจำนวน 5โครงการ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติเพิ่มเติมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558และมีคะแนนสัดส่วนร้อยละ 20 ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับคะแนน จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีมีคะแนนรวมของการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2558

จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การที่คณะอนุกรรมการนำหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพิ่มขึ้นใหม่ โดยมิได้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี และไม่ชอบด้วยเงื่อนไขของสัญญาจ้าง ตามข้อ 4.2 และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี โดยมีเหตุผลว่า ผลการประเมินการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ไม่ผ่านการประเมินตามความเห็นของคณะอนุกรรมการดังกล่าว และมีประกาศ กกต. เรื่อง ให้เลขาธิการ กกต. พ้นจากตำแหน่ง ลงวันจึงเป็นการเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างที่ไม่ชอบด้วยสัญญาจ้าง โดยไม่จำต้องเพิกถอนประกาศ กกต. ดังกล่าว ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากมีผลเป็นเพียงการบอกเลิกจ้างเป็นหนังสือส่วนของคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ให้สำนักงาน กกต. ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอื่น รวมทั้งค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ จำนวน7,060,380บาทพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น  ศาลเห็นว่า การใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหายต่อสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีเคยได้รับเป็นเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามสัญญาจ้างพิพาท ซึ่งเป็นการคิดคำนวณจากระยะเวลาที่ถูกบอกเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้าง จำนวน 13เดือน อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหายต่อสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีเคยได้รับตามสัญญาจ้าง และถือเป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการเลิกจ้าง พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน2,010,380บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ  ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 30วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด กับให้คืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ที่มา : https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1624079

Loading...

แสดงความคิดเห็น
โหลด...