ตะครุบสองผัวเมียอ้างเป็นป.ป.ช. ตุ๋นขรก.-เหยื่อกว่า 30 อ้างวิ่งเต้นคดีสูญ 5 ล้าน

0 3

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.กก.2 บก.ป. พร้อม นายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักกิจการสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแถลงผลจับกุม นายแก้ว ประสมผล อายุ 37 ปี ชาว จ.ระยอง และ นางอรุณรัตน์ วังพรม อายุ 37 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภู สองสามีภรรยาที่หลอกลวงผู้เสียหายกว่า 30 ราย โดยแอบอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และสามารถช่วยวิ่งเต้นทางคดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้านบาท ภายหลังจับกุมได้บริเวณหลังบ้านเช่าไม่มีเลขที่ ม.7 ต.มะเริง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ก่อนนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.สภ.แม่โจ้ ภ.จว.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

Loading...

พ.ต.อ.อรุณ กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งสองจะสุ่มโทรศัพท์ไปยังผู้บริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารโรงเรียนจำนวนมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยอ้างว่ามีคดีหรือถูกตรวจสอบทรัพย์สินเรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช. โดยอ้างชื่อกรรมการ ป.ป.ช. หรืออ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่สามารถให้ความช่วยเหลือทางคดีได้ จนเหยื่อหลงเชื่อ ยอมโอนเงินให้คนร้ายจำนวนมาก รวมค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกว่า 5 ล้านบาท จากการสอบสวนทราบว่าคนร้ายจะนำเงินไปเล่นการพนัน และนำไปใช้เป็นค่าคุ้มครอง โดยบุคคลที่รับเงินจะไม่ทราบว่าคนร้ายมีจุดประสงค์เพื่อการใด ทั้งนี้ สำหรับนายแก้ว มีหมายจับติดตัวถึง 11 หมายจับ และนางอรุณรัตน์อีก 2 หมายจับ

ด้าน นายสุทธี กล่าวว่า สืบเนื่องจากคนร้ายเคยก่อเหตุหลอกลวงผู้เสียหายในลักษณะดังกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2558 กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนจับกุมตัวนายแก้ว ได้ในปีต่อมา ก่อนดำเนินการตามกฎหมาย แต่นายแก้ว ได้หลบหนีระหว่างประกันตัวในชั้นศาล และออกมาก่อเหตุซ้ำอีก

สำหรับพฤติการณ์ก่อเหตุของนายแก้ว จะหาข้อมูลทางคดีของผู้เสียหายซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์หน่วยงานตามที่กฎหมายกำหนดให้เปิดเผยไว้ โดยค้นหารายชื่อที่ถูกนำเสนอในข่าว ซึ่งคนร้ายจะเลือกผู้เสียหายในกลุ่มที่อยู่ระหว่างชี้มูลความผิด ก่อนจะสืบหาขั้นตอนการทำงานของ ป.ป.ช.และโทรศัพท์ติดต่อไปยังเหยื่อ พร้อมอธิบายขั้นตอนการไต่สวนของ ป.ป.ช. และเสนอตัวว่าสามารถช่วยเหลือทางคดีได้ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ

นายสุทธี กล่าวต่อ จากนั้นคนร้ายจะให้เหยื่อ โอนเงินค่าวิ่งเต้นคดีผ่านทางบัญชีธนาคารที่คนร้ายจ้างเปิดมาเท่านั้น โดยไม่รับเป็นเงินสดเนื่องจากคนร้ายเรียนรู้จากความผิดพลาดหลังถูกจับกุมครั้งแรก จากการตรวจสอบ พบว่ามีการโอนเงินครั้งละตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท ตามแต่ความผิดของเหยื่อ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ราย ซึ่งแนวทางการสืบสวนเชื่อว่า คนร้ายยังมีเครือข่ายอื่นอีก จึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่าหลงเชื่อ ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเรียกรับผลประโยชน์ช่วยเหลือคดี หากพบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสความผิดได้ที่สายด่วน 1205 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

ที่มา : https://www.matichon.co.th/local/crime/news_1495537

Loading...

แสดงความคิดเห็น
โหลด...